ศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง “ทักษิณ” พ้นจากความผิด คดีแทรกฟื้นฟูทีพีไอ

33
ยกฟ้องทักษิณ

ศาลฎีกาฯ นักการเมือง พิพากษ์อุทธรณ์ ยกฟ้อง ขวา เป็นผู้บริสุทธิ์ คดีไม่ถูกมาตรา 157 กรณีเสนอคลังเก็บของเข้าฟื้นฟูหนพีไอ ชี้ไม่มีการคั่นแซงการจัดการ การเสนอคน


เข้าบริหาร ไม่เป็นการเอื้อประโยชน์ให้พรรคพวก วันนี้ (22 เดือนพฤศจิกายน62) ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ครอบครองตำแหน่งด้านการเมือง องค์แผนกวิเคราะห์อุทธรณ์ 9 ผู้ที่เลือกจากที่สัมมนาใหญ่ศาลฎีกา อ่านคำตัดสินชั้นวิเคราะห์อุทธรณ์คดีเลขดำ อธนาคารอม.4/2561 ที่คณะกรรมการคุ้มครองปกป้องและก็ล้มล้างการคดโกงแห่งชาติ (สำนักงานคณะกรรมการป้องและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ) โจทก์ ขออุทธรณ์คดีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ครอบครองตำแหน่งด้านการเมือง มีคำตัดสินช่วงวันที่ 29 สิงหาคม61 ด้วยเสียงส่วนใหญ่ยกฟ้อง นายขวา คุ้นชินการปฏิบัติ อายุ 70 ปี สมัยก่อนนายกฯ ผู้ที่ 23 เชลย ในความผิดพลาดฐานเป็นเจ้าหน้าที่ทำหน้าที่หรือยกเว้นทำหน้าที่โดยไม่ถูกต้องหรือโดยโกงส่งผลให้ผู้หนึ่งคนไหนกันเสียหาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

กรณีปรักปรำเมื่อปี 2546 นายทักษิณ ชินวัติ ความประพฤติ ขณะครองตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้พรีเซนเทชั่นให้กระทรวงการคลัง ยุคที่ ร้อยเอกสุชาติ เชาว์วิศิษฐ เป็น รัฐมนตรีว่าการคลังเก็บของ เข้ามาเป็นผู้บริหารแผนฟื้นฟูบริษัทอุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทยจำกัด (มหาชน) หรือ หนพีไอ แล้วก็เชลยร่วมกับ ร้อยเอกสุชาติ ยินยอมให้กระทรวงการคลังเป็นผู้บริหารแผน และก็เป็นผู้เสนอชื่อ พลเอกมงคล อัมพรพิสิฏฐ์ เป็นประธานคณะผู้บริหารแผน และก็นายทนง พิทยะ เป็นผู้บริหารแผน

โดยคดีนี้ สำนักงานคณะกรรมการป้องและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ยื่นฟ้องนายขวาแบบไม่มีตัวเชลยเมื่อปี 2561 เพราะเหตุว่าหลบซ่อนคดีอื่นอยู่ในต่างชาติ แล้วก็ศาลพิจารณาคดีโดยไม่มีตัวเชลย ตามขั้นตอน พระราชบัญญัติแนวทางพิจารณาคดีอาญาของผู้ครอบครองตำแหน่งทางด้านการเมือง (วิ อม.) พุทธศักราช2560 มาตรา 28, 33, 59 ซึ่งศาลออกหมายจับนายขวาแล้วโดยชอบแล้วมิได้ตัวมาศาล ชั้นใคร่ครวญเชลยไม่มาศาลจัดว่าเชลยให้การไม่ยอมรับต่อสู้คดี และก็เป็นสำนวนคดีแรก ในปริมาณ 4 สำนวนที่อัยการสูงสุด รวมทั้ง สำนักงานคณะกรรมการป้องและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ยื่นพิจารณาคดีสอบสวนลับหลังเชลยตาม วิ อม.ใหม่ แล้วศาลฎีกาฯ มีคำตัดสินยกฟ้อง (4 สำนวน ที่อัยการสูงสุด แล้วก็ สำนักงานคณะกรรมการป้องและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติยื่นฟ้องไว้ตั้งแต่ปี 2550-2551 และก็ตอนหลังยื่นขอพิจารณาคดีโดยไม่มีตัวเชลย โดยชอบด้วยกฎหมายใหม่ปี 2560 มี คดีใส่ความร่วมคดโกงการปลดปล่อยกู้ของแบงค์กรุงไทยให้กับกรุ๊ปกฤษดามหานครที่ยกฟ้องตอนวันที่ 30 เดือนสิงหาคม 2562 , คดีกล่าวร้ายปลดปล่อยกู้แบงค์เอ็กซิมแบงค์ให้รัฐบาลเมียนมาร์ 4,000 ล้านบาท เพื่อเอื้อประโยชน์กรุ๊ปชินคอร์ป ให้ติดตะราง 3 ปี ไม่คอยลงโทษ , คดีใส่ความดำเนินแผนการออกสลากพิเศษสลากกินแบ่งบนดินโดยไม่ถูกต้อง ให้ติดตะราง 2 ปีไม่คอยลงทัณฑ์ , คดีกล่าวโทษแปลงค่าสัมปทานกิจการค้าโทรคมนาคมเป็นภาษีอากร เอื้อประโยชน์ธุรกิจเครือชินคอร์ปฯ เมืองเสียหาย 6.6 หมื่นล้านบาท ยังอยู่ในกระบวนสืบสวนผู้เห็นเหตุการณ์โจทก์)

สำหรับการอ่านคำวินิจฉัยวันนี้ มีเพียงแค่ผู้แทน สำนักงานคณะกรรมการป้องและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติโจทก์ เดินทางมาศาล ซึ่งศาลอ่านคำวินิจฉัยให้ข้างโจทก์ฟัง แล้วก็นับว่าเชลยรับรู้คำตัดสิน

โดยองค์ภาควิชาวิเคราะห์อุทธรณ์ ไตร่ตรองหลักสำคัญที่ สำนักงานคณะกรรมการป้องและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติโจทก์ ขออุทธรณ์แล้วมีความคิดเห็นว่า หากแม้ไม่มีข้อบังคับกำหนดไว้โดยตรงมอบอำนาจกระทรวงการคลังเข้ามาเป็นผู้บริหารแผนของ บริษัท อุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย จำกัด (มหาชน) หรือคราวพีไอ ลูกหนี้ก็ตาม แต่ว่ากระทรวงการคลังมีอำนาจหน้าที่หลักสำหรับเพื่อการดำเนินหลักการทางด้านเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อผลดีสาธารณะรวมทั้งการประคองสภาพเศรษฐกิจของประเทศไม่ให้กำเนิดความเสื่อมโทรมมากมายจนถึงยากแก่การปรับแก้

การเข้าไปเป็นผู้บริหารแผนของหนพีไอ ซึ่งประกอบธุรกิจอุตสาหกรรมปิโตรเคมีขนาดใหญ่ของประเทศซึ่งเป็นสาธารณูปโภคพื้นฐานถ้าหากครั้งพีไอไม่อาจจะฟื้นฟูได้รวมทั้งกลายเป็นผู้ล้มละลาย ธุรกิจการค้าพวกนั้นบางทีอาจหยุดชะงักชาติแล้วก็พสกนิกรย่อมได้รับผลพวงอย่างไม่บางทีอาจหลบหลีกได้ การปฏิบัติย่อมมีความสำคัญอย่างมากและก็เร่งด่วนที่กระทรวงการคลังต้องทำงานเมื่อได้รับการร้องขอให้ช่วยเหลือ กระทรวงการคลังก็เลยเข้าไปเป็นผู้บริหารแผนของครั้งพีไอได้

ส่วนที่ สำนักงานคณะกรรมการป้องและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติโจทก์ อุทธรณ์ว่า นายขวา เชลยเป็นผู้บุกเบิกส่งเสริมออกคำสั่งรวมทั้งเป็นตัวการร่วม รวมทั้งไม่คัดค้านการไตร่ตรองของ คณะรัฐมนตรีเพื่อแปลงจากวาระเพื่อรู้ เป็นวาระเพื่อตรึกตรอง ส่งผลให้กระทรวงการคลังเข้ามาเป็นผู้บริหารแผนของคราวพีไอโดยมีเจตนาครอบครองธุรกิจของหนพีไอ กับเอื้อประโยชน์ให้แก่ตัวเองรวมทั้งพรรคพวกนั้น ความจริงได้เรื่องเพียงว่า เชลยชวนผู้แทนของเจ้าหนี้และก็ผู้บริหารของครั้งพีไอเข้าพบรือที่บ้านพิษณุโลกเกี่ยวกับการปฏิสังขรณ์กิจการค้าของคราวพีไอรวมทั้งการตั้งผู้บริหารแผนคนใหม่เพียงแค่นั้น แม้กระนั้นห้องประชุมเจ้าหนี้มิได้เลือกกระทรวงการคลังเป็นผู้บริหารแผนตามคำแนะนำของเชลย ต่อจากนั้นเชลยก็มิได้เข้าเกี่ยวโยงกับเหตุในคดีนี้ ทั้งยังถัดมาศาลล้มละลายกึ่งกลางมีคำบัญชาไม่ตั้งบริษัทบริหารแผนไทย จำกัด เป็นผู้บริหารแผนตามความเห็นห้องประชุมเจ้าหนี้โดยเห็นสมควรขอให้กระทรวงการคลังเป็นผู้บริหารแผนถ้าเกิดกระทรวงการคลังยอม ซึ่งในในที่สุดห้องประชุมเจ้าหนี้และก็ทุกฝ่ายยินยอมให้กระทรวงการคลังเป็นผู้บริหารแผนรวมทั้งศาลล้มละลายกึ่งกลางมีคำบัญชาตั้งกระทรวงการคลังเป็นผู้บริหารแผนตามความเห็นชอบห้องประชุมเจ้าหนี้ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นโดยไม่ผิดกฎหมายแล้ว

ส่วนคำกล่าวอ้างเกี่ยวกับการปกคลุมงำธุรกิจการค้าของหนพีไอโดยอ้างคำบอกเล่านายอยากได้ คำว่า “นาย” คือเชลย คนที่บอกเนื้อความเป็น ร้อยเอกสุชาติ เชาว์วิศิษฐ ไม่ใช่เชลย ก็เลยเป็นเพียงแค่พยานบอกเล่ามีน้ำหนักน้อย ส่วนที่เชลยเสนอชื่อคณะผู้บริหารแผนของหนพีไอ เป็นเพียงแต่การเสนอความเห็นพื้นฐานแก่ รัฐมนตรีว่าการคลังเก็บของในเรื่องที่เอามาขอคำแนะนำแค่นั้น และก็จะได้รับการตั้งหรือเปล่าควรจะเป็นไปตามขั้นตอนของข้อบังคับอีกชั้นสูงสุด เมื่อไม่ปรากฏว่า นายขวา เชลย เข้าไปเกี่ยวเนื่องกับการจัดการแผนฟื้นฟูธุรกิจการค้าของคราวพีไอ หรือการจัดการธุรกิจ หรือเข้าไปรับโอนถือสิทธิ์หุ้นของหนพีไอก็เลยฟังมิได้ว่า การเสนอชื่อคณะผู้บริหารแผนของเชลย เป็นการเอื้อประโยชน์แก่พวก

สำหรับคำกล่าวอ้างที่ทำการขายหุ้นเพิ่มทุนของครั้งพีไอ ให้แก่หน่วยงานในดูแลดูแลของกระทรวงการคลัง รวมทั้งศาลฎีกามีคำตัดสินให้กระทรวงการคลังคืนเงินค่าตอบแทนบริษัท สินเนอจี โซลูชั่น จำกัด ที่บริหารจัดแจงธุรกิจเงินของหนพีไอให้แก่ครั้งพีไอ ทำให้หนพีไอแล้วก็กระทรวงการคลังได้รับความทรุดโทรมนั้น เป็นเหตุที่เกิดขึ้นหลังจากที่ศาลล้มละลายกึ่งกลางมีคำบัญชาตั้งให้กระทรวงการคลังเป็นผู้บริหารแผนของครั้งพีไอแล้ว ถ้าเกิดครั้งพีไอหรือกระทรวงการคลังได้รับความทรุดโทรมเช่นไร ครั้งพีไอหรือกระทรวงการคลังก็บางทีอาจไปติเตียนแก่บุคคลที่เกี่ยวเนื่องถัดไป เมื่อไม่ปรากฏในทางสืบสวนว่าเชลยได้เข้าไปเกี่ยวโยง หรือทราบเหตุการณ์หรือมีการปฏิบัติที่ระบุได้ว่าเชลยมีเจตนาพิเศษปรารถนาต่อผลเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ตัวเองหรือคนอื่นๆ ความประพฤติปฏิบัติของเชลย ก็เลยไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ตามฟ้อง ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ครองตำแหน่งทางด้านการเมือง ตัดสินยกฟ้องมานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของ สำนักงานคณะกรรมการป้องและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้นตัดสินคดียืน

รายงานข่าวสารเผยออกมาว่า เมื่อมีคำตัดสินยกฟ้องในชั้นอุทธรณ์แล้ว ผลคดีก็เลยนับว่าเป็นที่สุด เลิกตามขั้นตอนของข้อบังคับ โดยนายขวา อดีตกาลนายกรัฐมนตรี ปราศจากความไม่ถูกฐานปฏิบัติภารกิจไม่ดีในกรณีดังที่ได้กล่าวมาแล้ว

อ่านบทความอื่นที่นี่ หวยหุ้น